พริกเจริญอาหารต้านมะเร็ง


พริกพูด “ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก”                   anigif

Chilli

         “เผ็ดจนแทบน้ำหูน้ำตาไหล” ถ้าได้ยินได้ฟังประโยคนี้ หลายๆคนคงต้องนึกถึงพริก ไม่ว่าจะเป็นพริกขี้หนู พริกชี้ฟ้า พริกหยวกหรือพริกกะเหรี่ยง ซึ่งล้วนแต่มีความเผ็ดร้อนที่แตกต่างกันออกไป อาหารไทยมีลักษณะหนึ่งที่เป็นเอกลักษณ์คือ ความเผ็ดร้อนที่จะพบอยู่ในอาหารไทยหลายๆชนิด ไม่ว่าจะเป็นน้ำพริก ต้มยำ พล่า ผัดพริกแกง หรือแม้แต่อาหารว่างก็มี “พริกแนม” เช่น สาคูไส้หมู ข้าวเกรียบปากหม้อ ไส้กรอกปลาแนม กินผลไม้ของดองก็ต้องมี “พริกกับเกลือ” ไว้จิ้ม         มีหลายคนเล่าให้ฟังว่า ถ้าจะเดินทางไปต่างประเทศ สิ่งที่จะลืมพกติดตัวไปไม่ได้คือ น้ำพริกต่างๆ ขนไปทุกตำรับ หรือถ้าไม่มีจริงๆ ได้พริกป่นสักถุงก็ยังดีเพราะอาหารทางแถบตะวันตกนั้น ไม่ค่อยถูกปากคนไทยเท่าใดนัก รสชาติจืดๆ เลี่ยนๆ “บ่แซบ” กินได้ 2-3 มื้อ ก็ไม่อยากกินแล้ว

         แม้ว่าคนไทยจะกินเผ็ดเป็นชีวิตจิตใจนานเท่าใดไม่มีใครทราบ แต่เจ้าพริกสีสันสวยงามนั้นไม่ได้เป็นพืชพื้นเมืองของคนไทย พริกมีถิ่นกำเนิดอยู่ในเขตร้อนของทวีปอเมริกา ชาวเม็กซิกันมีการปลูกพริกรับประทานกันมานานประมาณ 9,000 ปีแล้ว คนอเมริกันรู้จักพริกซึ่งเดินทางมาจากประเทศเม็กซิโกเมื่อสมัยสงครามกลางเมืองคนอเมริกันอินเดียนใช้พริกมาป่นผสมกับเนื้อสัตว์เพื่อรักษาอาหาร ประเภทเนื้อซึ่งจะใช้ทำอาหารเลี้ยงพวกคาวบอย

         ฝรั่งฝ่ายที่ชอบพริกมากๆจะใช้พริกทำ “ซอสพริก” (ไม่เหมือนกับซอสพริกศรีราชาของบ้านเรา) โดยทำกันมานานตั้งแต่สมัยโบราณ แต่ที่มีชื่อเสียงกระฉ่อนไปทั่วโลกเห็นจะไม่มีอะไรเกิน “ซอสพริกทาบาสโก” (Tabasco) ของชาวอเมริกัน ที่จะใช้กินกับอาหารที่ทำจากปลา ไก่ หมู ไก่งวง หรือใช้เป็นเครื่องปรุงคู่กับพิซซ่า สปาเกตตี

         การเดินทางของพริกนั้นเริ่มจากเมื่อคุณโคลัมบัสได้ค้นพบทวีปอเมริกาแล้ว ตอนขากลับได้เอาพริกไปเผยแพร่ในยุโรปทั้งในอังกฤษ โปรตุเกส และชาวโปรตุเกสก็ได้นำพริกไปปลูกในทวีปเอเชีย ทั้งในจีน อินเดีย ญี่ปุ่น ซึ่งพริกที่คนญี่ปุ่นกินกันเรียกว่า ฮอคส์คลอส์ กินกับโซบะหรือจะนำพริกไปยัดไส้ในหัวผักกาดขาว แล้วจึงหั่นใช้กินกับซุป เขาบอกว่าของเขาอร่อย “ใครว่าคนจีนกินเผ็ดไม่เป็น” ที่ประเทศจีนโดยเฉพาะที่มณฑลเสฉวน ชาวจีนที่นี่กินพริกกันทั้งนั้น พวกที่ชอบอาหารรสเผ็ดบางคนกินตลอด 3 มื้อ ชาวเสฉวนรู้จักพริกมาพร้อมๆกับการค้าขายกับชาวโปรตุเกส พริกที่มีอยู่ทั่วโลกนั้นมีสายพันธุ์ที่แตกต่างกันออกไป แล้วแต่ความเหมาะสมหรือความนิยมของพริกนั้นๆ

         ส่วนพี่ไทยนั้นการเรียกชื่อพริก ก็มีความต่างกันตามแต่ละท้องถิ่น เช่น ภาคกลางเรียกพริกขี้หนู ภาคใต้เรียกดีปลี ภาคเหนือเรียกพริกนก ภาคอีสานเรียกหมักเผ็ด แต่สิ่งหนึ่งที่พริกทุกๆภาคเหมือนกันคือ ความเผ็ด พริกที่มีความเผ็ดมากถึงขั้นที่ถูกจัดเป็นราชินีพริกก็คือ พริกขี้หนูสวนและพริกขี้นกหรือพริกกะเหรี่ยง พริกทั้งคู่มีความเผ็ดที่แตกต่างกันคือ พริกขี้หนูจะเผ็ดเจือความหอม ความเผ็ดจะแผ่ซ่านขึ้นสมอง ส่วนพริกกะเหรี่ยง แม้จะไม่หอมเท่าพริกขี้หนูสวน แต่ว่าจะเผ็ดสะท้านใจความเผ็ดจะไปแน่นอยู่ที่หน้าอก ส่วนพริกที่เผ็ดน้อยหน่อย ได้แก่ พริกหยวก พริกชี้ฟ้า เป็นต้น

         ใครที่อยากจะปลูกพริกไว้กินเองก็ไม่ยาก แต่อยากจะแนะนำให้ปลูกพริกขี้หนูสวนจะดีกว่า โดยปลูกด้วยเมล็ด เพาะกล้าในกระถาง พอเริ่มโตอายุประมาณ 1 เดือน จึงย้ายลงปลูกในแปลงผักสวนครัว พริกขี้หนู เป็นพืชอายุยืน ปลูกได้ผลดีตลอดปี ถ้าพริกออกผลดกมากเราอาจนำพริกตากแห้งไว้ใช้ทำอาหารได้ หรือจะเลือกเอาใบพริกมาชุบแป้งทอด กินกับน้ำพริกปลาทู ในใบพริกมีสารเบต้า-แคโรทีนสูง ซึ่งสามารถเปลียนเป็นวิตามินเอในร่างกายได้

         นอกจากนี้ใบพริกยังนำมาทำแกงป่าใบพริก ทั้งอร่อยและมีแคลอรี่ต่ำ ส่วนประกอบมียอดพริกขี้หนู 2 กำมือ ปลาย่าง 1 ตัว พริกแกงมีพริกแดงตามความชอบ กระเทียม 1 หัว หอมแดง 3 หัว กะปิ 1 ช้อนชา ข่า 2 แว่น ตะไคร้ 1 ต้น ผิวมะกรูดนิดหน่อย วิธีทำ โขลกพริกแกงให้ละเอียด เอาน้ำขึ้นตั้งไฟต้มปลาย่างจนเปื่อยตักปลามาแกะเอาแต่เนื้อ ต่อไปเอาน้ำต้มปลา ต้มกับพริกแกง เติมปลาย่างแล้วจึงใส่ใบพริกแล้วยกลง

         พริกสดนอกจากจะนำมาเป็นส่วนประกอบของอาหารได้หลายชนิดแล้ว พริกแห้งก็สามารถนำมาทำน้ำพริกต่างๆไว้กินได้ การทำน้ำพริกต่างๆไม่ยากอย่างที่ใครหลายคนคิด ผู้เขียนอยากจะแนะนำสูตรน้ำพริกที่คิดประยุกต์ขึ้นเองตั้งชื่อว่า “น้ำพริกลืมอิ่ม” เพราะอร่อยทำให้เจริญอาหาร ส่วนผสมมีหอมแดง กระเทียมทั้งสองอย่างกะไว้อย่างละเท่าๆกัน ปริมาณพริกแห้งจะเป็นเม็ดเล็กหรือเม็ดใหญ่ก็ตามชอบ ว่าใครจะกินเผ็ดได้มากน้อย กะปิดี กุ้งแห้ง วิธีทำ ปอกหอมแดง กระเทียมล้างให้สะอาดผึ่งให้แห้งแยกออกจากกันนำหอมใส่เครื่องปั่น กระเทียมใส่เครื่องปั่น แยกออกจากกัน นำหอมและกระเทียมที่ปั่นแล้วเจียวให้เหลือง ตักขึ้นพักไว้ให้สะเด็ดน้ำมัน ทอดพริก กุ้งแห้ง นำส่วนผสมที่ทอดแล้วทั้งหมดลงปั่นผสมกันให้ละเอียด นำน้ำมันที่เหลือจากการทอด ทอดกะปิให้หอมโดยใช้ไฟปานกลางแล้วจึงใส่ส่วนผสมที่ปั่นเสร็จแล้วลงผัดให้หอม ตักขึ้นคลุกกับข้าวสวยร้อนๆ บีบมะนาว กินกับผักต่างๆ เช่น แตงกวา มะเขือเปราะ

         การกินอะไรก็แล้วแต่ ถ้ากินมากไปก็ไม่ดี น้อยไปก็ไม่ดี เช่นเดียวกับพริก ถ้ากินมากๆ หรือกินเผ็ดจัดเป็นประจำจะทำให้ระบบการย่อยและการดูดซึมอาหารทำงานได้ไม่ดี แต่พริกก็มีข้อดี ถ้ารับประทานในปริมาณที่พอเหมาะ จะทำให้เลือดไม่จับตัวกันเป็นก้อน หรือพูดง่ายๆ คือ ทำให้เลือดลมไหลเวียนได้ดีและในพริกยังมีสารแอนติออกซิแดนท์ เป็นสารตัวหนึ่งที่สามารถพบได้ในกลุ่มอาหารเช่น ผัก ผลไม้ หรือในสารอาหารจำพวกวิตามินซี วิตามินอี เบต้า-แคโรทีน และแร่ธาตุซีลีเนียม เป็นต้น ซึ่งยังเป็นตัวที่ยับยั้งการเกิดปฏิกิริยาลูกโซ่และฤทธิ์การทำลายของอนุมูลอิสระได้ อนุมูลอิสระจะมีผลต่อความเสื่อมสภาพของร่างกายและการเกิดโรคหลายชนิด เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคต้อกระจก โรคมะเร็งบางชนิด สารที่เป็นพระเอกดังกล่าวชื่อว่าแคปไซซิน(capsaicin) ซึ่งเจ้าสารตัวนี้มีอยู่ในไส้พริก มีคุณสมบัติทนทานต่อการปรุง หรือการแปรรูปอาหารได้ดีอีกด้วย

         มาถึงบรรทัดนี้ หลายคนคงจะรู้จักพริกกันมากขึ้น คงไม่รู้แต่เพียงว่าพริกมีรสเผ็ดเพียงอย่างเดียวเหตุที่เราขาดพริกไม่ได้ มีสองอย่าง หนึ่งคือพริกเผ็ดทำให้อาหารอร่อยขาดไม่ได้ และสอง พริกกันมะเร็งได้ให้พริกพูด พริกจะบอกเราว่า “ขาดฉันแล้วเธอจะรู้สึก”

ชื่อผัก : พริก

ชื่อวิทยาศาสตร์ : กลุ่มพริกขี้หนู  Capsicum frutescens Linn.

ชื่อวิทยาศาสตร์ : พริกชี้ฟ้า  Capsicum annuum Linn. Var acuminatum Fingerh.

วงศ์ : Solanaceae

02

กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ตารางแสดงคุณค่าทางโภชนาการของอาหารไทย. 2535.

* กองโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข. ตารางคุณค่าอาการไทยในส่วนที่กินได้ 100 กรัม. 2530.

**วิเคราะห์โดยสถาบันวิจัยโภชนาการ มหาลัยมหิดล

RE ไมโครกรัมเทียบหน่วยเรตินัล

– ไม่มีการวิเคราะห์

ข้อมูลจากมหัศจรรย์ผัก 108 โครงการหนังสือห้องสมุด มูลนิธิโตโยต้าประเทศไทย